คู่มือการออกเสียงสัชฌายะ

ปัญหาและการแก้ปัญหาด้วยกฎสัชฌายะ

เป็นที่รู้กันทั่วไปในทางวิชาการด้านภาษาศาสตร์ว่า ชาวไทยทั่วไปมีปัญหาในการออกเสียงปาฬิ ในพระไตรปิฎก (ปาฬิ เดิมออกเสียงกันว่า บาลี) ปัญหาดังกล่าว คือ Linguistic Intercerence หรือ การแทรกแซงทางเสียง (ดูวิจินตน์ ภาณุพงศ์ 80 ปี ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2557) ปัญหาเหล่านี้ ได้แก่

1. การเอาเสียงพยัญชนะในภาษาไทยไปปนแทรกกับเสียงปาฬิดั้งเดิมในพระไตรปิฎกปาฬิ เช่น ปาฬิว่า [บะ] ซึ่งเป็นเสียงไม่พ่นลม แต่ชาวไทยมักออกเสียงว่า [พะ] ซึ่งกลายเป็นเสียงพ่นลม ในคำว่า พุท- เป็นต้น
 
2. คนไทยมักแบ่งพยางค์เสียงปาฬิ ในพระไตรปิฎกไม่ตรงกับหลักการแบ่งพยางค์ตามกฎไวยากรณ์กัจจายะนะ-ปาฬิ เช่น กะ-ตวา คนไทยออกเสียงเป็น กัต-ตวา เป็นต้น กล่าวคือ ไม่ตรงกับกฎไวยากรณ์กัจจายะนะ-ปาฬิ ข้อ 602 ที่ระบุว่า สระเสียงสั้นหน้าพยางค์กล้ำ ต้องออกเสียงคะรุ เพื่อให้แยกอย่างเด็ดขาดจากเสียงกล้ำในพยางค์ถัดไป
 
3. การออกเสียงสวดมนต์ตามประเพณีของไทยมักเน้นการออกเสียงสวดอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงไม่มุ่งเน้นการออกเสียงละหุและเสียงคะรุของแต่ละคำ เช่น ไม่ออกเสียงสระสั้นในตอนจบของแต่ละบทเป็นเสียงคะรุ ตามที่ระบุในคัมภีร์วุตโตทัย ข้อ 7 เป็นต้น นอกจากนี้ในกรณีที่พยางค์เป็นเสียง สระ-เอ และ สระ-โอ มีเสียงสะกด คนไทยมักออกเสียงพยางค์เป็นเสียงยาวตามเสียงสระ ซึ่งไม่ตรงตามกฎสัททนีติที่ให้ออกเป็นเสียงพยางค์สั้น เพื่อให้รู้ว่ามีตัวสะกดตามมา เช่น เม็ต- ใน เมตตา และ โส็ต- ใน โสตถี เป็นต้น

4. ชาวไทยมักนำเสียงวรรณยุกต์สูงต่ำในภาษาไทยไปปนแทรกกับเสียงปาฬิในพระไตรปิฎก เช่น [โส] ใน [อิติปิ โส] ชาวไทยมักออกเสียงเป็นวรรณยุกต์จัตวา ไม่ตรงตามหลักการที่ศึกษากันมาในทางภาษาศาสตร์ว่า ปาฬิ เป็นภาษาในตระกูลอินโด-ยูโรเปียน เป็นเสียงสามัญที่ไม่มีวรรณยุกต์สูงต่ำ เช่น รูปเขียนว่า [โส] แต่ต้องออกเสียงว่า [so] หรือ [โซ] เป็นต้น เพื่อแก้ปัญหาการแทรกแซงทางเสียงต่างๆ ข้างต้น ผู้สร้างสรรค์ (สุรธัช บุนนาค) จึงได้นำเสนอเป็นกฎการออกเสียงปาฬิ ของพระไตรปิฎก ฉบับสัชฌายะ เรียกว่า “กฎสัชฌายะ” หรือ “Rules of Sajjhāya Recitation” มีการสร้างสรรค์ที่นำเสนอเป็นทั้งรูปเขียน และเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งได้แยกจดเป็นลิขสิทธิ์ไว้ต่างหาก

กฎสัชฌายะ 14 ข้อ คือ :
กฎข้อที่ 1 การออกเสียงไม่พ่นลม (สิถิละ)
กฎข้อที่ 2 [การออกเสียงพ่นลม (ธะนิตะ)
กฎข้อที่ 3 การออกเสียงสระเสียงสั้น
กฎข้อที่ 4 การออกเสียงสระเสียงยาว
กฎข้อที่ 5 การออกเสียงละหุ (เสียงเร็ว)
กฎข้อที่ 6 การออกเสียงคะรุ (เสียงนาน)
กฎข้อที่ 7 การออกเสียงนิคคะหิต (เสียงก้องในจมูก) ที่ต่างกับ การออกเสียงนาสิก (เสียงจากคอขึ้นจมูก)
กฎข้อที่ 8 การออกเสียงคําปาฬิที่ต้องติดกัน (เสียงสัมพันธะ)
กฎข้อที่ 9 การออกเสียงคําปาฬิท่ี่ต้องแยกจากกัน (เสียงวะวัตถิตะ)
กฎข้อที่ 10 การออกเสียงที่เกิดจากอวัยวะในปาก (ฐาน) แตะกับลิ้น (กรณ)
กฎข้อที่ 11 การออกเสียงสระ [เอ] [โอ] เมื่อมีตัวสะกดตามมา
กฎข้อที่ 12 การออกเสียงปาฬิที่ไม่มีวรรณยุกต์สูงต่ำ
กฎข้อที่ 13 การออกเสียงกล้ำ
กฎข้อที่ 14 การออกเสียงคะรุหน้าเสียงกล้ำ (กัจจายะนะ-ปาฬิ ข้อ 602)