กัจ์จายนปาฬิ : ฉบับอักขะระสยาม

กัจ์จายนปาฬิ : ฉบับอักขะระสยาม

คัมภีร์​มหากัจจายะนะ-ปาฬิ พ.ศ. ๑
ถอดอักขะระเป็นอักขะระ​สยาม-ปาฬิ พ.ศ. ๒๕๕๖

โดย สิริ เพ็ชรไชย ป.ธ. ๙
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิจินตน์ ภาณุพงศ์
และคณะ
    

ก่อนที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จปรินิพพาน ได้ประทานหลักการที่สำคัญที่สุดไว้เป็นสถาบันในพระพุทธศาสนาเถรวาท คือ พระองค์ไม่ทรงตั้งผู้ใดเป็นศาสดา แต่ทรงมีพุทธบัญญัติให้ “พระธัมม์และพระวินัย” เป็นพระบรมศาสดา ซึ่งปัจจุบันเรียกพระธัมมวินัยนี้ว่า “ติปิฏะกะ หรือ พระไตรปิฎก”

พระไตรปิฎกคือคำสอนที่เป็น “เสียงปาฬิ” เรียกทับศัพท์ว่า “ปาฬิภาสา” หรือพระไตรปิฎกปาฬิ เดิมเรียกกันว่า (ภาษาบาลี) ในปี พ.ศ. ๑ พระอรหันตสาวก ๕๐๐ รูป ได้รวบรวมไว้ในการประชุมปฐมมหาสังคายนาเป็นครั้งแรก ต่อมาจึงได้มีการสังคายนาครั้งสำคัญของโลกเป็นระยะๆ เพื่อตรวจสอบ ทรงจำ และสืบทอดเสียงปาฬิให้แม่นตรงตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ปาฬิจึงเป็นข้อมูลคำสอนที่เป็น “รูปเสียง” และเนื่องจากเสียงปาฬิ เป็นสภาวนิรุตติ คือ เป็นเสียงที่มีสภาวธัมม์แท้จริงตามธรรมชาติ กล่าวคือ มีสภาวะที่เป็นปรมัตถสัจจะ เช่น เสียงปาฬิที่เขียนด้วยอักขะระสยามว่า สัท์ท (สัดดะ) หมายถึงสภาวะที่สามารถได้ยินได้ หรือ เสียงว่า รูปํ (รูปัง) คือสภาวะของรูปที่สัมผัสได้ทางตา สัท์ท และ รูปํ  จึงแตกต่างจากสมมุติบัญญัติที่แปล  สัท์ท  ว่า “เสียง” หรือแปล รูปํ  ว่า “รูปร่าง” ซึ่งเป็นคำที่แปลกันในภาษาไทยและมิได้มีอยู่ในพระไตรปิฎกปาฬิ ด้วยเหตุนี้ในการสืบทอดเสียงพระไตรปิฎกปาฬิ พระอรหันตสาวกจึงได้วางหลักการป้องกันการออกเสียงมิให้ผิดเพี้ยนไปด้วยการนำกฎไวยากรณ์ปาฬิกำกับวิธีออกเสียงปาฬิในพระไตรปิฎกปาฬิให้แม่นตรงไว้ตั้งแต่ พ.ศ. ๑ เช่น คำว่า สัท์ท ให้ออกเสียงว่า (สัดดะ) ไม่ออกเสียง (ทะ) เหมือนในเสียงภาษาไทย (สัททะ) เป็นต้น หลักการดังกล่าว คือ ไวยากรณ์กัจจายะนะ-ปาฬิ